แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Lancome แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Lancome แสดงบทความทั้งหมด
น้ำหอมเทสเตอร์ คืออะไร?
ขอชี้แจงถึงน้ำหอมเทสเตอร์ครับเพื่อไว้เป็นความรู้กันนะครับ...
น้ำหอม ที่ขายในเมืองไทยบ้านเรา เวลาเราไปเคาน์เตอร์น้ำหอมเนี่ย ก็จะมีตัวอย่าง หรือเรียกว่าเทสเตอร์ วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครับ ตัวขายเทสเตอร์ก็คือตัวนี้แหละ ที่ทางเจ้าของแบรนด์ เค้าตัดสต๊อก ออกมา เพื่อที่ใช้ไว้สำหรับเป็น เทสเตอร์สำหรับลูกค้า และจะไม่ได้บรรจุกล่องสวยงามเหมือนของขายที่เป็นกล่องซีล แต่จะเป็นแต่ขวดน้ำหอมเพียว ๆอยู่ในกล่องสีขาว สีน้ำตาล เราจะเรียกกล่องประเภทนี้ว่ากล่อง Demo และบางแบรนด์ ก็จะมีสกรีน หน้าขวดแตกต่างจากขวดที่ขายแพคเกจแต่ละยี่ห้อไม่เหมือนกัน
โดยส่วนมากแล้วจะพิมพ์คำว่า " Tester Not For Sale" และอาจจะมีฝาหรือไม่มีฝามาให้นั้นแล้วแต่บางแบรนด์บางรุ่นครับ
เช่น...
- Chanel เทสเตอร์ในรุ่นท๊อปๆเช่น No.5,Coco จะไม่มีฝานะครับ
ส่วนรุ่นรองลงมาจะมีฝาในบางรุ่นเช่น BLEU,Allure Homme ทุกรุ่นของชาแนลจะมาในกล่องสีขาวสะอาดตา พร้อมฉลากบาร์โคดระบุชื่อรุ่น หมายเลขรุ่นและโคด 6 หลักครับ ด้านในบางขวดจะสกรีนว่า " Tester Not For sale" บางรุ่นก็จะเป็นสติกเกอร์ใสๆครับ
- Dior เทสเตอร์ของดิออร์ เกือบทุกรุ่นจะมีฝาพร้อมกล่องสีขาวสะอาดครับ ขวดน้ำหอมเหมือนกับตัวขายปกติทุกประการ จุดสังเกตุด้านในขวดจะมีการสกรีนที่ขวดไว้ว่า "Tester not For sale" เช่นกัน ฉลากที่กล่องจะระบุชื่อรุ่นสวยงามพร้อมบาร์โคดครับผม
- Bvlgari, Ferragamo, Ferre พวกนี้มาจากโรงงานเดียวกัน กล่องน้ำตาลเหมือนกัน และไม่มีฝา แต่ก็มียกเว้นบางล๊อตนะคับ ผมเคยได้ Ferragamo แบบมีฝามาด้วย แต่ไม่บ่อยนะครับ
- Lanvin, Burberry, S.T.Dupont, Paul Smith พวกนี้ก็โรงงานเดียวกัน ประหลาดมากๆ บางทีรุ่นเดียวกัน ทำมาบางล๊อตไม่มีฝา บางล๊อตมีฝา บางรุ่นมีฝาตลอด บางรุ่นไม่มีฝาตลอด ไม่ตายตัวครับ
- Davidoff มีฝาทุกรุ่น ยกเว้น Cool Water[ญ]บ้าง ในบางล็อตครับ
- CK รุ่นหลังๆ ย้ายไปผลิตที่อเมริกาหมดแล้ว กล่องน้ำตาล ไม่มีฝาครับ รุ่นใหม่ๆจะมีกล่องสีขาวสะอาดพร้อมพลาสตกครอบฝาครับ
- Gucci นี่ก็แปลก รุ่น Envy ทั้งหลาย กับรุ่น Eau de Parfum ล็อตเก่าจะกล่องน้ำตาล(ไม่เคยมีฝา)ล๊อตใหม่จะกล่องขาว(มีฝาบ้าง ไม่มีบ้าง)
- Anna Sui ไม่มีฝาทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นนกยูง Flight/Night of Fancy
- Britney Spears, Elizabeth Arden, Juicy Couture กล่องเทสเตอร์สีขาวส่วนใหญ่ไม่มีฝา มีบ้างที่มีฝาในรุ่น FantasyกับCircus ครับ
- J.Lo มีฝาทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น My Glow
- Vera Wang ไม่เคยมีฝา
ส่วนเรื่องฝากับน้ำหอมนั้น ความสำคัญของฝาเป็นเรื่องรองลงมาครับ คือกล่าวได้ว่าหากไม่มีฝาแล้วคุณภาพจะลดลงหรือไม่นั้นผมขอบอกได้เลยครับว่า ไม่มีผลกระทบในการระเหยมากเท่าไหร่ครับแต่หากคุณเก็บรักษาให้ถูกวิธี คือใส่ขวดไว้ในกล่องที่บรรจุ ไม่วางนอน และเก็บไว้ในที่ไม่โดนแสงแดดจ้าหรือความร้อนสูง นั่นก็เท่ากับสามารถเก็ยรักษาน้ำหอมไว้ในสภาพคงเดิมได้มากที่สุดแล้วครับ
Review-น้ำหอม LANCOME LA VIE EST BELLE [EDP]
น้ำหอม LANCOME LA VIE EST BELLE [EDP]
เมื่อเร็วๆ นี้ ลังโคม (LANCÔME) ได้เนรมติพื้นที่ แกรนด์ บอลรูม โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ ให้กลายเป็นแกลลอรี่แห่งความงาม ความสุข และอิสรภาพ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาของส่วนผสมหลักอันทรงคุณค่าทั้ง 5 ชนิด ตลอดจนดีไซน์ของขวดแก้วคริสตัลที่หรูหรา ทว่าเรียบง่าย เป็นแรงบันดาลใจให้กับ 3 สุดยอดปรมาจารย์ด้านน้ำหอมของฝรั่งเศสอย่าง โอลิวิเยร์ โปลจ์, โดมินีค รอปียง, และแอนน์ ฟลิโป ในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์น้ำหอม“LA VIE EST BELLE” (ลา วี เอ เบลล์) รวมไปถึงการขับกล่อมบรรยากาศแห่งความสุขด้วยเสียงดนตรีจากดีว่าอันดับต้นของ เมืองไทย เจนนิเฟอร์ คิ้ม และแน่นอนเธอคือ ต้นแบบของผู้หญิงที่ค้นพบความสุขในแบบฉบับของเธอ ผู้หญิงที่เชื่อมั่นในตัวเองและเลือกสร้างความสุขในแบบฉบับของเธอเองให้กับ ทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวเธอ
ยอนอา ชอย ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ลังโคม ถือกำเนิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่ได้รับการยอมรับนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นใน ปี ค.ศ.1935 โดย มิสเตอร์ อาร์มองด์ เปอติฌอง ปัจจุบันลังโคมได้สร้างสรรค์น้ำหอมที่น่าทึ่งมาแล้วกว่า 50 กลิ่น ซึ่งทุกกลิ่นอบอวลไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความเย้ายวนชวนหลงใหลและความท้าทายถึงขีดสุด ที่สำคัญน้ำหอมรุ่น เทรซอร์ (Trésor) ยังคงครองอันดับ 1 ใน 10 น้ำหอมสำหรับผู้หญิงที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของโลกนับตั้งแต่ได้รับการ เปิดตัว และล่าสุด “ลา วี เอ เบลล์” ถือเป็นการจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตำนานแห่งความหอมของลังโคม ด้วยการยอมรับจากผู้หญิงทั่วโลกสู่กลุ่มผู้หญิงของลังโคมในประเทศไทย”
สิริวัน ฉัตรพิพัฒน์กุล ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ลังโคม กล่าวเสริมว่า ปณิธานของกลิ่นหอมแห่งความสุขอันเป็นเอกลักษณ์นี้ สะท้อนผ่าน 5 ส่วนผสมหลักอย่างดอกไอริส ที่หอมหวานอย่างไม่เคยมีมาก่อน พิมเสนใบ (Patchuli), ดอกมะลิ (Sambac Jasmine), ดอกส้ม (Orange Blossom) และกูมองด์ แอคคอร์ด (gourmand accord: กลิ่นผสมจากดอกไม้และผลไม้) กล้าที่จะฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของกลิ่นหอมแนวใหม่ ทว่ากลับใช้ศิลปะการปรุงน้ำหอมในแบบดั้งเดิม ด้วยพลังแห่งความเรียบง่ายผ่านส่วนผสมอื่นๆ ถึง 63 ชนิดที่บริสุทธิ์และปราศจากการปรุงแต่ง เพื่อให้ส่วนผสมแต่ละชนิดได้เผยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่
“ลา วี เอ เบลล์ ใช้เวลารังสรรค์มากว่า 3 ปี ด้วยกลิ่นทดสอบถึง 5,521 ตัวอย่าง กว่าที่จิตวิญญาณและแสงสว่างจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จนกำเนิดเป็นเอกสิทธิ์แห่งความงดงามของชีวิตสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ที่ค้นพบ ความสุข ความสดใส และอิสรภาพในแบบที่ต้องการ ซึ่งโดยทั่วไปกลิ่นหอมหลักจะปรากฏแต่เฉพาะในกลิ่นกลาง ทว่าความพิเศษของน้ำหอมรุ่นนี้อยู่ที่ ดอกไอริสจะเบ่งบานจากกลิ่นแรกจนถึงกลิ่นสุดท้าย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ได้รับการบรรจุในขวดแก้วสลักใสที่มีรูปทรงของ รอยยิ้มสถิตย์ ณ ใจกลางขวด ผ่านส่วนโค้งเว้าและรูปทรงแบบกุลสตรีอันประณีตสมบูรณ์แบบ พร้อมตกแต่งด้วยริบบิ้นผ้าออแกนซ่าเนื้อโปร่งสีเทาประกายมุกผูกประดับรอบคอ ขวด เกิดเป็นรูปร่างเหมือนปีกคู่แห่งอิสรภาพ และนี่คือตำนานความหอมบทใหม่ของ ลา วี เอ เบลล์”
ลา วี เอ เบลล์ ผลงานสร้างสรรค์ล่าสุดของลังโคม
พร้อมส่งมอบความสุขให้กับสาวไทยแล้ววันนี้ ในขนาด 50 มล. ราคา 3,900 บาท
และขนาด 75 มล. ราคา 4,400 บาท ที่ เคาน์เตอร์ลังโคมในศูนย์การค้าชั้นนำทั่วประเทศ
La Vie Est Belle is a new Lancome
fragrance, available on the market from fall 2012. The concept of this
fragrance is centered on the idea of natural and simple beauty, freedom
from conventions and the choice of once own vision of happiness. The
fragrance is a kind of outlook on life, inspired by joy and pleasure in
small things.
This gourmand yet elegant composition is developed by perfumers Olivier Polge, Dominique Ropion and Anne Flipo. The final formula is the result achieved after three years of probation and 5000 versions. Iris is the key ingredient of the perfume, surrounded by orange blossoms and jasmine in the heart. The composition’s opening provides fruity flavors of black currant and pear, while the base is warm, gourmand and powdery due to almond-like accords of tonka bean, praline, patchouli and vanilla.
The flacon is a redesigned version of the classic Lancome bottle from 1949. Actress Julia Roberts is the face of the campaign, shot by director Tarsem Singh.
It is available in EDP concentration.
This gourmand yet elegant composition is developed by perfumers Olivier Polge, Dominique Ropion and Anne Flipo. The final formula is the result achieved after three years of probation and 5000 versions. Iris is the key ingredient of the perfume, surrounded by orange blossoms and jasmine in the heart. The composition’s opening provides fruity flavors of black currant and pear, while the base is warm, gourmand and powdery due to almond-like accords of tonka bean, praline, patchouli and vanilla.
The flacon is a redesigned version of the classic Lancome bottle from 1949. Actress Julia Roberts is the face of the campaign, shot by director Tarsem Singh.
It is available in EDP concentration.
Perfume Pyramid
Top NotesMiddle Notes
Base Notes
Main Notes According to Your Votes
วิธสังเกตุน้ำหอมปลอมและสังเกตุน้ำหอมNOBOX
วิธีดูน้ำหอมปลอมนั้นก็มีหลายวิธีดังนี้
1. น้ำหอมของแท้นั้นจะดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายกว่าของปลอมครับ ดังนั้นหากเราฉีดน้ำหอมแล้วเห็นคราบมันๆติดผิวอยู่เป็นเวลานาน อาจจะเกินครึ่งขั่วโมงหรืออยู่ติดผิวไปจนกว่าเราจะล้างออก นั่นก็แสดงว่าน้ำหอมนั้นมีสิทธิเป็นของปลอมสูงมากครับ น้ำหอมแท้ที่ผมเคยใช้ไม่มีตัวไหนมีคราบมันติดผิวเกิน 10 นาทีครับ
และส่วนใหญ่จะดูดซึมเร็วกว่านั้นมากเลยทีเดียว
2. ดูได้จากตัวอักษรหรืองานพิมพ์บนกล่องครับ โดยที่ของแท้จะต้องมีความคมชัด มีเลขบาร์โคดที่ตรงกันกับเลขบาร์โคดบนขวด และหากเรามีตัวอย่างของแท้มาเทียบก็จะดีมากครับ เพราะของปลอมส่วนใหญ่จะปลอมไม่เหมือนมากนัก เรียกว่าถ้าเทียบกันจะๆนี่เห็นความต่างได้ง่ายมากครับ(ยกเว้นของปลอมเกรด mirror) แต่ของแท้ตัวที่ดังๆบางทีก็เปลี่ยนขวดหรือเปลี่ยนกล่องบ่อยเหมือนกันเพื่อ ป้องกันการปลอมแปลง
3. ดูที่กลิ่นครับ ถ้าของปลอมเกรดต่ำนี่กลิ่นจะต่างจากของแท้มากทีเดียว แต่ถ้าเราไม่มีของแท้ให้เทียบ หรือเจอพวกเกรด mirror ก็ให้ลองฉีดใส่แขนแล้วทิ้งไว้ซัก 20 นาทีครับ เพื่อให้กลิ่นเปลี่ยนไปสู่ระดับ Heart Notes หรือจะรอจนถึง Base Notes เลยก็ได้ และถ้าหากน้ำหอมที่เราฉีดนั้นยังมีกลิ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ก็น่าจะเป็นของปลอมละครับ เพราะน้ำหอมปลอมมักจะเลียนแบบของจริงเฉพาะกลิ่นเปิด หรือ Top Notes เท่านั้น กลิ่นที่ออกมาจะเหมือนเดิมตลอดเวลา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาแต่อย่างใด
อันนี้เป็น 3 วิธีหลักๆครับ จริงๆก็ยังมีอีก เช่น
การลองเอาขวดน้ำหอมมาเขย่าเพื่อดูฟองอากาศ เนื่องจากน้ำหอมคุณภาพสูงจะมีแอลกอฮอล์อยู่น้อย ดังนั้นเวลาเขย่าขวดน้ำหอมแท้ควรจะมีฟองอากาศที่ละเอียด และหายไปอย่างรวดเร็วหลังจากเขย่าเพียง 10 วินาที(วิธีนี้แค่ช่วยได้นิดหน่อยครับ เพราะน้ำหอมแท้ก็ผสมแอลกอฮอล์ ไม่เท่ากันอยู่ดี)
ส่วนน้ำหอมแบบ No Box ก็มีหลายแบบนะครับ ทั้งแท้ทั้งปลอม เพราะเห็นขายกันระบาดเหลือเกินในเวบต่าง ๆ
ซึ่งคนใกล้ตัวเจอของปลอมก็มีและที่สำคัญ หลาย ๆ
คนซื้อไปก้ไม่รู้ด้วยว่าปลอม เพราะ...
1. ไม่เคยลองของแท้
2. เคยลอง แต่จำไม่ได้เท่าไหร่ และคิดไปเองว่า ไม่ปลอมมั้ง Feedback คนขายดีจะตาย!
3. ไม่กล้าฟันธงว่าแท้หรือไม่
จริง ๆ แล้วผมก็ไม่รู้วิธีเติมของปลอมเข้าขวดแท้แบบเทพ ๆ นะครับ รู้แต่แบบงัดอลูมิเนียมที่รัดปากขวด จากประสบการณ์ของผม พอจะจับได้ดังนี้ครับ
1. น้ำหอมปลอมจะมีความมันสูง ฉีดออกมา จะเคลือบผิวไว้ยังงั้นเลย ไม่หายไปไหน ชูแขนขึ้นส่องกับแสงดู จะเห็นความมันวาวชัดเจนมาก และจะเป็นแบบนี้ตลอดเวลาตราบเท่าที่ไม่ได้ล้างออก ซึ่งใช้แล้วคงไม่ให้ความรู้สึกที่ดีเท่าไหร่นะครับ แต่...ของแท้ที่มัน ๆ ก็มี หากทว่า...มันจะทิ้งความมันไม่นานนัก เต็มที่ก็ไม่เกิน 15-20 นาที แล้วจะซึมเข้าผิวหมด
2. ดูที่ปากขวดครับ โดยให้ดึงหัวสเปรย์ออก (หัวสเปรย์ที่มีรูพ่นน้ำหอมออกมา) จากนั้นจะเห็นแท่งพลาสติกสีขาวที่เป็นตัวเชื่อมกับสายสเปรย์ในขวด แล้วมองดูอลูมิเนียมรัดปากขวด สังเกตุให้ดีครับ ว่ามันเนียน หรือมีรอยงัด แล้วปิดลงไปใหม่ อาจจะมองยากในบางรุ่น แว่นขยายควรมีไว้ อิ ๆ
3. น้ำหอมแท้จากโรงงาน เขาไม่ค่อยเติมกันเต็มขวดนักนะครับ จะเหลือช่องอากาศไว้นิดนึง แต่น้ำหอมแอบเติม จะใจดี เพราะของมันถูก! เลยอัดให้เต็มขวดแทบไม่เห็นช่องอากาศเลยครับ จุดนี้สังเกตุให้ดี รวมถึงสีของน้ำหอมด้วย บางรุ่นอาจมีการเปลี่ยนสีจากโรงงาน หาข้อมูลก่อนนะครับ
4. น้ำหอมใหม่ ๆ เนี่ย จะมีฟองอากาศอยุ่ในสายสเปรย์ ในการใช้ครั้งแรก จะต้องฉีดหลายครั้งกว่าน้ำหอมจะออกมา ผมเคยซื้อน้ำหอม No Box จากต่างประเทศมา 5-6 ขวดแล้ว และมั่นใจ 100% ว่าแท้และใหม่ ไม่มีการใช้งานมาแล้ว ซึ่งพวกน้ำหอม No Box ในต่างประเทศเนี่ย เขาได้มาเพราะเกิด error ในโรงงานผลิตครับ เช่น อาจจะมีการทำทดลองออกมาเพื่อเอาไปแจก แล้วเหลือ หรือกล่องไม่พอ ซึ่งการผลิตสินค้าทุกชนิดจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่แล้วครับ
5. สภาพขวดควรจะอยุ่ในระดับดี ไม่ใช่ตัวหนังสือหลุดลอก ก้นขวดเป็นรอยมากมาย บ่งบอกว่าผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างสมบุกสมบัน หากเป็นเช่นนั้น สันนิษฐานก่อนเลยว่าน้ำหอมในขวด ไม่แท้แน่ ๆ (คนขายขวดเปล่า คงไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้น่ะครับ 555) แล้วก็ดูการซึมด้วย หลาย ๆ ขวดจะปิดที่รัดฝาขวดกลับไปไม่ดี มันเลยไหลซึมออกมาครับ หรือตรงปาดขวดแน่น แต่ช่วงหัวสเปรย์มีปัญหา เพราะอาจถูกเสียบด้วยวัสดุบางอย่าง จึงก่อให้เกิดการรั่วซึม
6. เรื่องการเติมน้ำหอมลงไป ผมเคยได้ยินมาว่าเขามีเครื่องมือในการเติมลงไปโดยที่ไม่ต้องงัดปากขวด ดังนั้น ในบางกรณี ตัดข้อ 2 ออกได้ แล้วดูที่ตัวน้ำหอมอย่างเดียว ซึ่งคนที่เคยลองมาแล้ว หรือเคยใช้แล้ว น่าจะจับได้ ไม่มีพลาด
สิ่ง เหล่านี้มากพอแล้วครับที่จะบอกได้ว่าปลอมหรือไม่ ของดีและถูกมาก ๆ นี่ต้องระวังไว้ครับ โดยเฉพาะรุ่นดัง ๆ เนี่ย ของปลอมกลิ่นแทบไม่ต่างไปจากของจริงมากนัก แต่ถ้าดมเป็นจับได้แน่นอน เพราะการเปลี่ยนระดับน้ำหอมไม่มีนะครับ มีแค่ระดับเดียว ถ้ามันอ่อนลง ก็เป็นเพราะฉีดมาหลาย ช.ม. แล้ว อย่าเข้าใจว่ามันดำเนินมาถึง base note นะครับ 555 อ้อ...มีเห็นรุ่นที่ไม่ดังด้วย ยิ่งน่ากลัวครับ เพราะส่วนมากคงไม่เคยได้กลิ่นของแท้มาก่อน เห็นว่าเป็นยี่ห้อดัง ก็บิดกระจายกันซะ ผมเห็นหลาย ๆ รุ่นขายกันที่ 1,700-2,000 แล้วสงสารคนซื้อครับ เพราะราคานั้นซื้อของแท้นอกเคาน์เตอร์ได้สบาย ๆ


1. น้ำหอมของแท้นั้นจะดูดซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายกว่าของปลอมครับ ดังนั้นหากเราฉีดน้ำหอมแล้วเห็นคราบมันๆติดผิวอยู่เป็นเวลานาน อาจจะเกินครึ่งขั่วโมงหรืออยู่ติดผิวไปจนกว่าเราจะล้างออก นั่นก็แสดงว่าน้ำหอมนั้นมีสิทธิเป็นของปลอมสูงมากครับ น้ำหอมแท้ที่ผมเคยใช้ไม่มีตัวไหนมีคราบมันติดผิวเกิน 10 นาทีครับ
และส่วนใหญ่จะดูดซึมเร็วกว่านั้นมากเลยทีเดียว
2. ดูได้จากตัวอักษรหรืองานพิมพ์บนกล่องครับ โดยที่ของแท้จะต้องมีความคมชัด มีเลขบาร์โคดที่ตรงกันกับเลขบาร์โคดบนขวด และหากเรามีตัวอย่างของแท้มาเทียบก็จะดีมากครับ เพราะของปลอมส่วนใหญ่จะปลอมไม่เหมือนมากนัก เรียกว่าถ้าเทียบกันจะๆนี่เห็นความต่างได้ง่ายมากครับ(ยกเว้นของปลอมเกรด mirror) แต่ของแท้ตัวที่ดังๆบางทีก็เปลี่ยนขวดหรือเปลี่ยนกล่องบ่อยเหมือนกันเพื่อ ป้องกันการปลอมแปลง
3. ดูที่กลิ่นครับ ถ้าของปลอมเกรดต่ำนี่กลิ่นจะต่างจากของแท้มากทีเดียว แต่ถ้าเราไม่มีของแท้ให้เทียบ หรือเจอพวกเกรด mirror ก็ให้ลองฉีดใส่แขนแล้วทิ้งไว้ซัก 20 นาทีครับ เพื่อให้กลิ่นเปลี่ยนไปสู่ระดับ Heart Notes หรือจะรอจนถึง Base Notes เลยก็ได้ และถ้าหากน้ำหอมที่เราฉีดนั้นยังมีกลิ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ก็น่าจะเป็นของปลอมละครับ เพราะน้ำหอมปลอมมักจะเลียนแบบของจริงเฉพาะกลิ่นเปิด หรือ Top Notes เท่านั้น กลิ่นที่ออกมาจะเหมือนเดิมตลอดเวลา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาแต่อย่างใด
อันนี้เป็น 3 วิธีหลักๆครับ จริงๆก็ยังมีอีก เช่น
การลองเอาขวดน้ำหอมมาเขย่าเพื่อดูฟองอากาศ เนื่องจากน้ำหอมคุณภาพสูงจะมีแอลกอฮอล์อยู่น้อย ดังนั้นเวลาเขย่าขวดน้ำหอมแท้ควรจะมีฟองอากาศที่ละเอียด และหายไปอย่างรวดเร็วหลังจากเขย่าเพียง 10 วินาที(วิธีนี้แค่ช่วยได้นิดหน่อยครับ เพราะน้ำหอมแท้ก็ผสมแอลกอฮอล์ ไม่เท่ากันอยู่ดี)
1. ไม่เคยลองของแท้
2. เคยลอง แต่จำไม่ได้เท่าไหร่ และคิดไปเองว่า ไม่ปลอมมั้ง Feedback คนขายดีจะตาย!
3. ไม่กล้าฟันธงว่าแท้หรือไม่
จริง ๆ แล้วผมก็ไม่รู้วิธีเติมของปลอมเข้าขวดแท้แบบเทพ ๆ นะครับ รู้แต่แบบงัดอลูมิเนียมที่รัดปากขวด จากประสบการณ์ของผม พอจะจับได้ดังนี้ครับ
1. น้ำหอมปลอมจะมีความมันสูง ฉีดออกมา จะเคลือบผิวไว้ยังงั้นเลย ไม่หายไปไหน ชูแขนขึ้นส่องกับแสงดู จะเห็นความมันวาวชัดเจนมาก และจะเป็นแบบนี้ตลอดเวลาตราบเท่าที่ไม่ได้ล้างออก ซึ่งใช้แล้วคงไม่ให้ความรู้สึกที่ดีเท่าไหร่นะครับ แต่...ของแท้ที่มัน ๆ ก็มี หากทว่า...มันจะทิ้งความมันไม่นานนัก เต็มที่ก็ไม่เกิน 15-20 นาที แล้วจะซึมเข้าผิวหมด
2. ดูที่ปากขวดครับ โดยให้ดึงหัวสเปรย์ออก (หัวสเปรย์ที่มีรูพ่นน้ำหอมออกมา) จากนั้นจะเห็นแท่งพลาสติกสีขาวที่เป็นตัวเชื่อมกับสายสเปรย์ในขวด แล้วมองดูอลูมิเนียมรัดปากขวด สังเกตุให้ดีครับ ว่ามันเนียน หรือมีรอยงัด แล้วปิดลงไปใหม่ อาจจะมองยากในบางรุ่น แว่นขยายควรมีไว้ อิ ๆ
3. น้ำหอมแท้จากโรงงาน เขาไม่ค่อยเติมกันเต็มขวดนักนะครับ จะเหลือช่องอากาศไว้นิดนึง แต่น้ำหอมแอบเติม จะใจดี เพราะของมันถูก! เลยอัดให้เต็มขวดแทบไม่เห็นช่องอากาศเลยครับ จุดนี้สังเกตุให้ดี รวมถึงสีของน้ำหอมด้วย บางรุ่นอาจมีการเปลี่ยนสีจากโรงงาน หาข้อมูลก่อนนะครับ
4. น้ำหอมใหม่ ๆ เนี่ย จะมีฟองอากาศอยุ่ในสายสเปรย์ ในการใช้ครั้งแรก จะต้องฉีดหลายครั้งกว่าน้ำหอมจะออกมา ผมเคยซื้อน้ำหอม No Box จากต่างประเทศมา 5-6 ขวดแล้ว และมั่นใจ 100% ว่าแท้และใหม่ ไม่มีการใช้งานมาแล้ว ซึ่งพวกน้ำหอม No Box ในต่างประเทศเนี่ย เขาได้มาเพราะเกิด error ในโรงงานผลิตครับ เช่น อาจจะมีการทำทดลองออกมาเพื่อเอาไปแจก แล้วเหลือ หรือกล่องไม่พอ ซึ่งการผลิตสินค้าทุกชนิดจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่แล้วครับ
5. สภาพขวดควรจะอยุ่ในระดับดี ไม่ใช่ตัวหนังสือหลุดลอก ก้นขวดเป็นรอยมากมาย บ่งบอกว่าผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างสมบุกสมบัน หากเป็นเช่นนั้น สันนิษฐานก่อนเลยว่าน้ำหอมในขวด ไม่แท้แน่ ๆ (คนขายขวดเปล่า คงไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้น่ะครับ 555) แล้วก็ดูการซึมด้วย หลาย ๆ ขวดจะปิดที่รัดฝาขวดกลับไปไม่ดี มันเลยไหลซึมออกมาครับ หรือตรงปาดขวดแน่น แต่ช่วงหัวสเปรย์มีปัญหา เพราะอาจถูกเสียบด้วยวัสดุบางอย่าง จึงก่อให้เกิดการรั่วซึม
6. เรื่องการเติมน้ำหอมลงไป ผมเคยได้ยินมาว่าเขามีเครื่องมือในการเติมลงไปโดยที่ไม่ต้องงัดปากขวด ดังนั้น ในบางกรณี ตัดข้อ 2 ออกได้ แล้วดูที่ตัวน้ำหอมอย่างเดียว ซึ่งคนที่เคยลองมาแล้ว หรือเคยใช้แล้ว น่าจะจับได้ ไม่มีพลาด
สิ่ง เหล่านี้มากพอแล้วครับที่จะบอกได้ว่าปลอมหรือไม่ ของดีและถูกมาก ๆ นี่ต้องระวังไว้ครับ โดยเฉพาะรุ่นดัง ๆ เนี่ย ของปลอมกลิ่นแทบไม่ต่างไปจากของจริงมากนัก แต่ถ้าดมเป็นจับได้แน่นอน เพราะการเปลี่ยนระดับน้ำหอมไม่มีนะครับ มีแค่ระดับเดียว ถ้ามันอ่อนลง ก็เป็นเพราะฉีดมาหลาย ช.ม. แล้ว อย่าเข้าใจว่ามันดำเนินมาถึง base note นะครับ 555 อ้อ...มีเห็นรุ่นที่ไม่ดังด้วย ยิ่งน่ากลัวครับ เพราะส่วนมากคงไม่เคยได้กลิ่นของแท้มาก่อน เห็นว่าเป็นยี่ห้อดัง ก็บิดกระจายกันซะ ผมเห็นหลาย ๆ รุ่นขายกันที่ 1,700-2,000 แล้วสงสารคนซื้อครับ เพราะราคานั้นซื้อของแท้นอกเคาน์เตอร์ได้สบาย ๆ
ประวัติความเป็นมาของน้ำหอม
เชื่อกันว่านํ้าหอมนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว จากหลักฐานภาพวาดจิตรกรรม
ฝาผนังตอนหนึ่งที่วิหารของพระราชินี Hatshepsut ที่เมือง Thebes ในประเทศ
Egypt ที่เป็นรูปของหญิงสาวชาวอิยิปต์โบราณกำลังชโลมนํ้าหอมลงบนศรีษะ
ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่ามีการใช้นํ้าหอมกันแล้วในยุคนั้น
ซึ่งคาดว่านักเดินเรือชาวอิยิปต์ได้ไปนำมาจากดินแดนอื่น
นํ้าหอมในสมัยโบราณนั้นจะทำมาจากยางไม้หอม ซึ่งยางไม้หอมแบบนี้จะมีอยู่ที่
Arabia และ Somalia เท่านั้น คำว่า "Perfume" นี้มีรากศัพท์มาจากภาษา ละติน
ที่แปลว่า "ควัน"ในกรีก (Greek) โบราณคนที่ทำนํ้าหอมนั้นจะเป็นผู้หญิง ซึ่งได้ปรับปรุงมรดกการทำนํ้าหอมที่ตกถอดมาจากชาวอียิปต์โบราณให้พัฒนาดี ขึ้นไป
ในช่วงเวลาของจักรวรรดิโรมัน (Roman) การทำนํ้าหอมเขาจะใช้ยางไม้หอมจากต้นไม้จำพวก Boswellia โดยสั่งนำเข้ามาจาก Arabia และได้บวกกับส่วนผสมที่ได้มาจากทะเลจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นส่วนผสมใหม่ที่ใส่ลงไป ในการทำนํ้าหอม ของชาวโรมันในสมัยนั้น เศรษฐีชาวโรมันจะใช้นํ้าหอมตามความพอใจ ชนิดที่เรียกได้ว่าใช้แบบล้างผลาญเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ พวกเศรษฐีเหล่านี้จะเอานํ้าหอมไปพ่น และฉีดตามพื้นและกำแพงบ้านของตัวเอง และนอกจากนี้ยังนำนํ้าหอมไปฉีดให้กับสัตว์เลี้ยงของบรรดาเศรษฐีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สุนัข และ ม้า
ก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ ของนํ้าหอมแล้วนั้นจะเกิดขึ้นในยุคกลาง (Middle ages) เมื่อชาวอาหรับ (Arabs) ได้คิดค้นพัฒนาเทคนิคในการกลั่นนํ้าหอมได้เป็นผลสำเร็จ
ด้วย พื้นที่ขนาดใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซีย ได้ทำการปลูกดอกกุหลาบ เพื่อที่จะนำมาสกัดเป็นนํ้าหอม เนื้อที่ที่ใช้ปลูกดอกกุหลาบนี้ใหญ่โตมหาศาลมาก จนถึงกับมีเรื่องเล่าขานกันว่า "กรุง Baghdad" (เมืองหลวงของประเทศอิรักในปัจจุบัน) ในสมัยนั้นได้สมญานามที่เรียกขานกันว่า "City of Fragrances"

นอก จากนี้ชาวอาหรับยังได้ค้นพบส่วนผสมตัวใหม่ในการทำนํ้าหอมอีกด้วย นั่นก็คือ สารที่ได้จากตัวชะมด หรือ กลิ่นชะมดนั่นเอง ชาวอาหรับได้นำเจ้ากลิ่นชะมดนี้ไปผสมกับปูนขาว และพวกเขาก็นำปูนขาวที่ได้นี้ไปใช้สร้างสุเหร่า (Mosque) และพระราชวัง ซึ่งก็ทำให้ได้สุเหร่า และพระราชวังที่มีกลิ่นหอมไปทั่วทั้งเมือง และนี่คืออีกหนึ่งที่มาจากเรื่องเล่าถึงคำว่า "City of Fragrances" นั่นเอง
ช่วงสมัยของ Crusaders ได้นำเครื่องหอมจากอาหรับไปให้ชาวยุโรปได้รู้จัก แต่สำหรับก้าวแรกของนํ้าหอม ในยุโรปนั้นเริ่มจริง ๆ ก็ในศตวรรษที่ 16 เมื่อ แคทเธอรีน เดอ เมคิชี่ (Catherine de Medici) มาที่ประเทศ Italy เพื่อที่จะแต่งงานกับอนาคตกษัตริย์ในช่วงนั้น

จากนั้น นํ้าหอม ก็พัฒนาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีนักเคมีได้ทำการสังเคราะห์นํ้าหอมจาก สารเคมีจนได้กลิ่นต่าง ๆ มากมายหลายพันกลิ่น จนกระทั่งนํ้าหอมได้กระจายไปทั่ว จนเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
น้ำหอมสำหรับฤดูฝน
ฤดูฝน...ฤดูที่ชาวตะวันตกไม่รู้จัก แต่เป็นฤดูที่ประเทศเขตร้อนชื้นแนวเส้นศูนย์สูตรต้องเจอกันทุกปี
จึงไม่หน้าแปลกใจอะไรที่ไม่ค่อยมีน้ำหอมที่ทำออกมาเพื่อฤดูนี้โดยเฉพาะ .... และจัดเป็นฤดูปราบเซียนกันเลยทีเดียว
ลองดูสิครับ หากคุณใช้น้ำหอมไม่เป็น และยังต้องออกไปทำงานกลางแจ้งบ้าง ตากฝนบ้างถูกไอชื้นบ้าง กลิ่นอับ ผสมกลิ่นเหงื่อจะเป็นยังไง...
น้ำหอมที่ใช้ในหน้านี้ จึงควรที่จะเป็นกลิ่นหอมสดชื่น ออกแนวดอกไม้ขาวสำหรับผู้หญิง หรือออกแนวซิตรัส ผสมกลิ่นไอน้ำทะเล หรืออากาศเย็นๆ สำหรับผู้ชาย
ดูแล้วอาจไม่ค่อยต่างจากหน้าร้อนเท่าไร แต่จริงๆแล้วต่างกันนะครับ .... เอาล่ะ ไม่อธิบายกันมาก มาถึงตัวอย่างกันเลยดีกว่าครับ ^^
น้ำหอมสำหรับผู้ชาย
1. Jean Paul Gultier - fleur de Male - กลิ่นหอมล้ำสไตล์เจ้าชายวินเทจ โทนกลิ่นหมู่มวลดอกไม้ที่พบได้เพียงกลิ่นนี้กลิ่นเดียวในบรรดาน้ำหอมผู้ชาย ทั้งหมดจนปัจจุบัน ให้ความหอมสะอาด ฟุ้งกระจาย กลบกลิ่นอับได้เป็นอย่างดี
2. BVLGARI - BVL for Men - กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายๆกับน้ำสไปรท์ในวูบแรก แล้วก็จะมีโทนกลิ่นหอมคล้ายๆดอกมะม่วงตามมา ให้ความสดชื่น เย็นสบาย แต่ยังไม่ทิ้งความสุขุม จึงสามารถใช้ได้ทั้งในช่วงเวลาทำงาน และช่วงเวลาลำลอง
3. CK - In2U for Him - น้ำหอมสำหรับชายลึกลับ ที่ชอบเดินโปรยเสน่ห์ในวันฝนพรำ ตัวกลิ่นที่หอมสดชื่นเพียงวูบเดียวจากผลไม้ตระกูลซิตรัส แล้วรีบปิดม่านด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนโทนคลาสสิค โทนกลิ่นผสมแบบนี้จะลอยไปได้ไกลในวันที่อากาศชื้นครับ ใช้แล้วชวนให้จินตนาการถึงหนุ่มเมืองผู้ดี
4. Dior Homme Sport - น้ำหอมที่ใช้ตัวโน๊ตเปลืองที่สุดกลิ่นหนึ่ง ท๊อปโน๊ตประกอบด้วย Basil และมินท์ ที่จะปรับเปลี่ยนกลิ่นอากาศรอบๆตัวให้หอมสดชื่นอย่างที่สุด ยามที่กลิ่นจางก็จะหอมอ่อนๆด้วยกลิ่นไม้ชื้นๆ ให้ความมีสไตล์ และความมีรสนิยมมากๆครับ
5.Clinique Happy for Men - กลิ่นนี้สงสัยจะใช้ได้ทุกฤดูสิน่า ... ชายหลายคนโหวตให้เป็นน้ำหอม Everyday use จากอานุภาพความสุขของมัน ใช้แล้วโลกสดใส กลิ่นโทนซตรัวเข้ากันได้ดีกับความร้อนและความชื้นครับ ใช้แล้วยิ้มอีกหน่อย รับรองว่าสาวๆติดชัวร์
น้ำหอมสำหรับผู้หญิง
1. Burberry Brit Sheer - กลิ่นหอมโทนชมพูเมทัลลิก หอมหวานตามผลไม้ฤดูฝน เช่นสับปะรด และลิ้นจี่ ให้ความฟุ้งกระจายไปได้ไกล ยิ่งมีกลิ่นอุ่นๆหวานๆ ของผิวสาวแล้ว กลิ่นนี้จะทำให้คุณแลดูเป็นคนน่ารัก น่ากอดทันทีครับ
2. Miss Dior - Blooming Bouquet - น้ำหอมสุดเซ็กซี่ที่จะเนรมิตคุณกลับไปสู่สาววัย 17 อีกครั้ง รักแรกที่ต้องเปียกฝนร่วมกับชายหนุ่ม คงเป็นกลิ่นที่หอมหวานคล้ายหมู่มวลดอกไม้ชมพู ยามใดที่หัวใจเต้น มันก็จะส่งกลิ่นให้อัดกระแทกใจออกไปเป็นจังหวะ
3. Gucci-Envy Me - กลิ่นหอมที่แน่นอนแล้วว่าขึ้นทำเนียบน้ำหอมตัวแทนผู้หญิง ความละมุน อบอุ่น หอมหวาน เป็นตัวแทนของผู้หญิงได้ทุกๆแบบ ในวันที่อากาศชื้นๆ กลิ่นหอมหวานเหล่านี้จะลอยไปกับลม ราวกับมีทุ่งดอกไม้ชมพูอยู่ตรงนั้นเลยทีเดียว ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบกลิ่นโทนนี้ครับ มันทำให้รู้สึกว่าอยากจะไปปกป้อง
4.Clinique Happy Heart - เปลี่ยนโทนมาเริ่มต้นด้วยความสดชื่นดีกว่า กลิ่นนี้ทำให้คุณ(และคนอื่น) รู้สึกถึงผ้าใหม่ๆ แสงอาทิตย์อุ่นๆ และความสดชื่นของรุ้งกินน้ำ ให้ความหอมสดชื่นสบายๆ สะอาดได้ทั้งวัน
5. D&G The One - น้ำหอมสีอำพันที่ใช้โน๊ตที่ไม่ค่อยพบในน้ำหอมผู้หญิงทั่วไปอันได้แก่เครื่อง เทศต่างๆ ให้กลิ่นหอมที่เสพติดได้ คล้ายๆกับกลิ่นดอกกระดังงา ผู้ใช้ต้องมีความเซ็กซี่ในตัวสูง ถึงจะเหมาะแก่การใช้งาน เมื่อใช้ในสภาพเส้นศุนย์สูตรแบบบ้านเรา จะทำให้คุณดูเซ็กซี่ เร่าร้อน และอันตรายเลยทีเดียว
จึงไม่หน้าแปลกใจอะไรที่ไม่ค่อยมีน้ำหอมที่ทำออกมาเพื่อฤดูนี้โดยเฉพาะ .... และจัดเป็นฤดูปราบเซียนกันเลยทีเดียว
ลองดูสิครับ หากคุณใช้น้ำหอมไม่เป็น และยังต้องออกไปทำงานกลางแจ้งบ้าง ตากฝนบ้างถูกไอชื้นบ้าง กลิ่นอับ ผสมกลิ่นเหงื่อจะเป็นยังไง...
น้ำหอมที่ใช้ในหน้านี้ จึงควรที่จะเป็นกลิ่นหอมสดชื่น ออกแนวดอกไม้ขาวสำหรับผู้หญิง หรือออกแนวซิตรัส ผสมกลิ่นไอน้ำทะเล หรืออากาศเย็นๆ สำหรับผู้ชาย
ดูแล้วอาจไม่ค่อยต่างจากหน้าร้อนเท่าไร แต่จริงๆแล้วต่างกันนะครับ .... เอาล่ะ ไม่อธิบายกันมาก มาถึงตัวอย่างกันเลยดีกว่าครับ ^^
น้ำหอมสำหรับผู้ชาย
1. Jean Paul Gultier - fleur de Male - กลิ่นหอมล้ำสไตล์เจ้าชายวินเทจ โทนกลิ่นหมู่มวลดอกไม้ที่พบได้เพียงกลิ่นนี้กลิ่นเดียวในบรรดาน้ำหอมผู้ชาย ทั้งหมดจนปัจจุบัน ให้ความหอมสะอาด ฟุ้งกระจาย กลบกลิ่นอับได้เป็นอย่างดี
2. BVLGARI - BVL for Men - กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายๆกับน้ำสไปรท์ในวูบแรก แล้วก็จะมีโทนกลิ่นหอมคล้ายๆดอกมะม่วงตามมา ให้ความสดชื่น เย็นสบาย แต่ยังไม่ทิ้งความสุขุม จึงสามารถใช้ได้ทั้งในช่วงเวลาทำงาน และช่วงเวลาลำลอง
3. CK - In2U for Him - น้ำหอมสำหรับชายลึกลับ ที่ชอบเดินโปรยเสน่ห์ในวันฝนพรำ ตัวกลิ่นที่หอมสดชื่นเพียงวูบเดียวจากผลไม้ตระกูลซิตรัส แล้วรีบปิดม่านด้วยกลิ่นหอมเย้ายวนโทนคลาสสิค โทนกลิ่นผสมแบบนี้จะลอยไปได้ไกลในวันที่อากาศชื้นครับ ใช้แล้วชวนให้จินตนาการถึงหนุ่มเมืองผู้ดี
4. Dior Homme Sport - น้ำหอมที่ใช้ตัวโน๊ตเปลืองที่สุดกลิ่นหนึ่ง ท๊อปโน๊ตประกอบด้วย Basil และมินท์ ที่จะปรับเปลี่ยนกลิ่นอากาศรอบๆตัวให้หอมสดชื่นอย่างที่สุด ยามที่กลิ่นจางก็จะหอมอ่อนๆด้วยกลิ่นไม้ชื้นๆ ให้ความมีสไตล์ และความมีรสนิยมมากๆครับ
5.Clinique Happy for Men - กลิ่นนี้สงสัยจะใช้ได้ทุกฤดูสิน่า ... ชายหลายคนโหวตให้เป็นน้ำหอม Everyday use จากอานุภาพความสุขของมัน ใช้แล้วโลกสดใส กลิ่นโทนซตรัวเข้ากันได้ดีกับความร้อนและความชื้นครับ ใช้แล้วยิ้มอีกหน่อย รับรองว่าสาวๆติดชัวร์
น้ำหอมสำหรับผู้หญิง
1. Burberry Brit Sheer - กลิ่นหอมโทนชมพูเมทัลลิก หอมหวานตามผลไม้ฤดูฝน เช่นสับปะรด และลิ้นจี่ ให้ความฟุ้งกระจายไปได้ไกล ยิ่งมีกลิ่นอุ่นๆหวานๆ ของผิวสาวแล้ว กลิ่นนี้จะทำให้คุณแลดูเป็นคนน่ารัก น่ากอดทันทีครับ
2. Miss Dior - Blooming Bouquet - น้ำหอมสุดเซ็กซี่ที่จะเนรมิตคุณกลับไปสู่สาววัย 17 อีกครั้ง รักแรกที่ต้องเปียกฝนร่วมกับชายหนุ่ม คงเป็นกลิ่นที่หอมหวานคล้ายหมู่มวลดอกไม้ชมพู ยามใดที่หัวใจเต้น มันก็จะส่งกลิ่นให้อัดกระแทกใจออกไปเป็นจังหวะ
3. Gucci-Envy Me - กลิ่นหอมที่แน่นอนแล้วว่าขึ้นทำเนียบน้ำหอมตัวแทนผู้หญิง ความละมุน อบอุ่น หอมหวาน เป็นตัวแทนของผู้หญิงได้ทุกๆแบบ ในวันที่อากาศชื้นๆ กลิ่นหอมหวานเหล่านี้จะลอยไปกับลม ราวกับมีทุ่งดอกไม้ชมพูอยู่ตรงนั้นเลยทีเดียว ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบกลิ่นโทนนี้ครับ มันทำให้รู้สึกว่าอยากจะไปปกป้อง
4.Clinique Happy Heart - เปลี่ยนโทนมาเริ่มต้นด้วยความสดชื่นดีกว่า กลิ่นนี้ทำให้คุณ(และคนอื่น) รู้สึกถึงผ้าใหม่ๆ แสงอาทิตย์อุ่นๆ และความสดชื่นของรุ้งกินน้ำ ให้ความหอมสดชื่นสบายๆ สะอาดได้ทั้งวัน
5. D&G The One - น้ำหอมสีอำพันที่ใช้โน๊ตที่ไม่ค่อยพบในน้ำหอมผู้หญิงทั่วไปอันได้แก่เครื่อง เทศต่างๆ ให้กลิ่นหอมที่เสพติดได้ คล้ายๆกับกลิ่นดอกกระดังงา ผู้ใช้ต้องมีความเซ็กซี่ในตัวสูง ถึงจะเหมาะแก่การใช้งาน เมื่อใช้ในสภาพเส้นศุนย์สูตรแบบบ้านเรา จะทำให้คุณดูเซ็กซี่ เร่าร้อน และอันตรายเลยทีเดียว
แนะนำน้ำหอมที่เหมาะสำหรับหน้าร้อนหรือเมืองร้อนกันดีกว่า
อากาศร้อนๆนี้ หากใช้น้ำหอมไม่เป็น คนรอบข้างอาจตายก่อนหลงเสน่ห์ได้นะครับ
ผมจะมาบอกวิธีเลือกกลิ่น และแนะนำน้ำหอมที่เหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรากันนะครับ
น้ำหอมสำหรับผู้ชายผู้ชาย
เหงื่อจะออกมากกว่าผู้หญิง แต่กลิ่นเหงื่อผู้ชายนั้น
ไม่ค่อยสะอิดสะเอียดเท่าไร บางครั้งพบว่ากลิ่นของผู้ชายมันเป็นความเซ็กซี่
ยกเว้นแต่ผู้ชายคนนั้นสกปรก น้ำท่าไม่อาบ กลิ่นจะเป็นแนวซกมกทันที
กลิ่นไม่รุนแรงเกินไปหรือเรียกภาษาน้ำหอมว่า Odour Impact ต่ำครับ
น้ำหอมที่ควรเลือกใช้มีหลายโทนดังนี้1. Sport - กลิ่นพวกนี้จะหอมเข้มในช่วงต้น ละมุนในช่วงกลาง และหอมหวานในช่วงปลาย ใช้กลบกลิ่นเหงื่อได้ดี และจะแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นเฉพาะบุคคลได้ในช่วงท้าย ที่เป็นกลิ่นหวานๆผสมกับเหงือเข้มๆ ตัวอย่างเช่น CK one,Allure Homme sport, เป็นต้น
2. Herbaceous (Leaf green) - กลิ่นเหล่านี้จะเปลี่ยนกลิ่นอับชื้นของเหงื่อ ให้ดูสดชื่นขึ้นมาได้บ้าง โดยกลิ่นจะมีความแรงเพียงวูบเดียว ติดไม่ค่อยทน(เทียบกับกลิ่นอื่น) แต่ให้ความรู้สึกสะอาดทันตาเห็น สามารถใช้เวลาออกแดด หรือเที่ยวทะเลได้ กลิ่นจะหอมเหมาะมากๆครับ เช่น Aqua Di Gio,Blvgari Aqav,Davidoff Coolwater,Chanel BLEU
3. Floral - หรือกลิ่นจางๆเท่ห์ๆแบบกลีบดอกไม้ กลิ่นโทนนี้จะเหมาะกับผู้ชายสะอาดอยู่แล้ว บุคลิกดี หน้าตาดี เจ้าสำอาง ชนิดที่ว่าไม่มีเหงื่อไหลไคลย้อยให้รำคาญใจ กลิ่นโทนนี้เมือ่ใช้ในหน้านี้จะหอมชวนดม สร้างความเคลิบเคลิ้ม ชนิดอยากอยู่ด้วยทั้งวันเลยทีเดียว ได้แก่ Montblanc Legend,paco 1million
น้ำหอมสำหรับผู้หญิง

ผู้หญิง แม้จะรักษาความสะอาดกว่าผู้ชาย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเหงื่อผู้หญิง เหม็นเปรี้ยวกว่า ต่อให้สาวคนนั้น ตัวบาง หน้าหวานเท่าไร กลิ่นก็ไม่หวานตามไปด้วยเลย น้ำหอมที่ใช้จึงต้องไม่เลือกให้หวาน ก็ต้องเปรี้ยวกลบไปเลยครับ
น้ำหอมที่ควรเลือกใช้มีหลายโทนดังนี้
1. Fruity - กลิ่นโทนผลไม้จะมีความหอมหวานอมเปรี้ยว ซึ่งส่งเสริมให้กลิ่นที่ออกจากร่างกายสาวๆนั้น หอมน่าชิม และซ่อนเร้นกลิ่นประจำตัวได้ดีมาก ได้แก่ JLo Live,Britney Fantasy
2. Light - กลิ่นโทนแสงสว่าง กลิ่นโทนนี้จะทำให้หญิงสาวขาวสะอาด ผ่อนคลาย ชวนให้ชายหนุ่มเคลิบเคลิ้มและสงบลงได้เป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าเขาจะนอนหนุนตักคุณตลอดเวลาที่ตักคุณว่างเลยล่ะ กลิ่นที่แนะนำได้แก่ D&G Light Blue,Issey Miyake L'eau D'issey
3. Floral - กลิ่นโทนกลีบดอกไม้ฉ่ำๆ ที่สร้างความฟุ้งกระจาย เติมบรรยากาศให้หวานสดชื่น และเปล่งประกายแววตาความสุข กลิ่นโทนนี้หากพรมในชุดบางๆเบาๆ หรือชุดว่ายน้ำแล้วด้วยล่ะก็ จะเพิ่มความเซ็กซี่ได้ชนิดที่หาตัวจับยากเลยครับ กลิ่นโทนนี้ ได้แก่ Miss Dior [EDP],J'adore,Chanel COCO mademoiselle
ถึงตอนนี้ ผมว่าท่านที่รักในศาตร์การใช้น้ำหอมคงเข้าใจและเลือกกันเป็นมากขึ้นแล้วนะครับ
ยิ่งหน้าร้อนนี้ น้ำหอมบางกลิ่นดมในห้างอาจจะหอมมาก แต่พอมาใช้ข้างนอกคนรอบข้างอาจทรมานสุดชีวิตก็ได้นะครับในเมื่อมันไม่ใช่แค่เรื่องของเราคนเดียว เลือกก่อนใช้ซักนิด เสน่ห์จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นกองเลยครับ
ผมจะมาบอกวิธีเลือกกลิ่น และแนะนำน้ำหอมที่เหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรากันนะครับ
น้ำหอมสำหรับผู้ชายผู้ชาย
เหงื่อจะออกมากกว่าผู้หญิง แต่กลิ่นเหงื่อผู้ชายนั้น
ไม่ค่อยสะอิดสะเอียดเท่าไร บางครั้งพบว่ากลิ่นของผู้ชายมันเป็นความเซ็กซี่
ยกเว้นแต่ผู้ชายคนนั้นสกปรก น้ำท่าไม่อาบ กลิ่นจะเป็นแนวซกมกทันที
กลิ่นไม่รุนแรงเกินไปหรือเรียกภาษาน้ำหอมว่า Odour Impact ต่ำครับน้ำหอมที่ควรเลือกใช้มีหลายโทนดังนี้1. Sport - กลิ่นพวกนี้จะหอมเข้มในช่วงต้น ละมุนในช่วงกลาง และหอมหวานในช่วงปลาย ใช้กลบกลิ่นเหงื่อได้ดี และจะแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นเฉพาะบุคคลได้ในช่วงท้าย ที่เป็นกลิ่นหวานๆผสมกับเหงือเข้มๆ ตัวอย่างเช่น CK one,Allure Homme sport, เป็นต้น
2. Herbaceous (Leaf green) - กลิ่นเหล่านี้จะเปลี่ยนกลิ่นอับชื้นของเหงื่อ ให้ดูสดชื่นขึ้นมาได้บ้าง โดยกลิ่นจะมีความแรงเพียงวูบเดียว ติดไม่ค่อยทน(เทียบกับกลิ่นอื่น) แต่ให้ความรู้สึกสะอาดทันตาเห็น สามารถใช้เวลาออกแดด หรือเที่ยวทะเลได้ กลิ่นจะหอมเหมาะมากๆครับ เช่น Aqua Di Gio,Blvgari Aqav,Davidoff Coolwater,Chanel BLEU
3. Floral - หรือกลิ่นจางๆเท่ห์ๆแบบกลีบดอกไม้ กลิ่นโทนนี้จะเหมาะกับผู้ชายสะอาดอยู่แล้ว บุคลิกดี หน้าตาดี เจ้าสำอาง ชนิดที่ว่าไม่มีเหงื่อไหลไคลย้อยให้รำคาญใจ กลิ่นโทนนี้เมือ่ใช้ในหน้านี้จะหอมชวนดม สร้างความเคลิบเคลิ้ม ชนิดอยากอยู่ด้วยทั้งวันเลยทีเดียว ได้แก่ Montblanc Legend,paco 1million
น้ำหอมสำหรับผู้หญิง

ผู้หญิง แม้จะรักษาความสะอาดกว่าผู้ชาย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเหงื่อผู้หญิง เหม็นเปรี้ยวกว่า ต่อให้สาวคนนั้น ตัวบาง หน้าหวานเท่าไร กลิ่นก็ไม่หวานตามไปด้วยเลย น้ำหอมที่ใช้จึงต้องไม่เลือกให้หวาน ก็ต้องเปรี้ยวกลบไปเลยครับ
น้ำหอมที่ควรเลือกใช้มีหลายโทนดังนี้
1. Fruity - กลิ่นโทนผลไม้จะมีความหอมหวานอมเปรี้ยว ซึ่งส่งเสริมให้กลิ่นที่ออกจากร่างกายสาวๆนั้น หอมน่าชิม และซ่อนเร้นกลิ่นประจำตัวได้ดีมาก ได้แก่ JLo Live,Britney Fantasy
2. Light - กลิ่นโทนแสงสว่าง กลิ่นโทนนี้จะทำให้หญิงสาวขาวสะอาด ผ่อนคลาย ชวนให้ชายหนุ่มเคลิบเคลิ้มและสงบลงได้เป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าเขาจะนอนหนุนตักคุณตลอดเวลาที่ตักคุณว่างเลยล่ะ กลิ่นที่แนะนำได้แก่ D&G Light Blue,Issey Miyake L'eau D'issey
3. Floral - กลิ่นโทนกลีบดอกไม้ฉ่ำๆ ที่สร้างความฟุ้งกระจาย เติมบรรยากาศให้หวานสดชื่น และเปล่งประกายแววตาความสุข กลิ่นโทนนี้หากพรมในชุดบางๆเบาๆ หรือชุดว่ายน้ำแล้วด้วยล่ะก็ จะเพิ่มความเซ็กซี่ได้ชนิดที่หาตัวจับยากเลยครับ กลิ่นโทนนี้ ได้แก่ Miss Dior [EDP],J'adore,Chanel COCO mademoiselle
ถึงตอนนี้ ผมว่าท่านที่รักในศาตร์การใช้น้ำหอมคงเข้าใจและเลือกกันเป็นมากขึ้นแล้วนะครับ
ยิ่งหน้าร้อนนี้ น้ำหอมบางกลิ่นดมในห้างอาจจะหอมมาก แต่พอมาใช้ข้างนอกคนรอบข้างอาจทรมานสุดชีวิตก็ได้นะครับในเมื่อมันไม่ใช่แค่เรื่องของเราคนเดียว เลือกก่อนใช้ซักนิด เสน่ห์จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นกองเลยครับ
เทคนิคการพรมและเลือกใช้น้ำหอมให้ติดทนนาน
1. เทคนิคการพรมน้ำหอม ที่คุณอาจยังไม่ทราบ คุณ สามารถใส่น้ำหอมได้หลายแบบ เช่น ถ้าต้องการกลิ่นบางเบา หรือกลิ่นแบบแค่ช่วงสบายๆ อาจเพียงทาโลชั่นหรือครีมทาผิวของกลิ่นน้ำหอมที่คุณโปรดปราน แต่ถ้าต้องการกลิ่นแบบเต็มที่ หรือกลิ่นที่ติดทนนานขึ้น หลังจากทาบอดี้หรือครีมโลชั่นแล้ว ตามด้วย eau de parfum อีกทีปิดท้าย
2. จุดสำคัญที่ต้องฉีดน้ำหอม การ ใส่น้ำหอม ต้องเป็นความรู้สึกหรือประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์ จุดสำคัญที่ต้องฉีดน้ำหอม ได้แก่ ลำคอ, บนแขน และที่ด้านหลังหัวเข่าอีกนิดหน่อย เพราะอย่าลืมว่ากลิ่นหอมมักจะลอยตัวขึ้นด้านบน การฉีดน้ำหอมเล็กน้อยที่ด้านหลังหัวเข่า จะให้ผลลัพธ์ความหอมแบบ “ทั่วเรือนร่าง” อย่างแท้จริง และอีกจุดคือ ฉีดน้ำหอม ไปในอากาศด้านหน้า และ “เดินผ่าน” ละอองน้ำหอม (อย่าลืมหลับตา! ขณะเดินผ่าน) จะทำให้ละอองน้ำหอมติดกระจาย อยู่บนเส้นผมคุณด้วย
3. ระยะห่างในการฉีด
ประมาณ 6 นิ้วจากตัวคุณ
4. เทคนิคการเติมน้ำหอมในระหว่างวัน
การ เติมน้ำหอมระหว่างวัน ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและลักษณะพิเศษ (คาแรคเตอร์) ของน้ำหอมแต่ละชนิด เช่น น้ำหอมที่มีพื้นฐานของกลิ่นพรรณไม้ตะวันออก (Oriental & Woody) มักจะติดทนนานกว่ากลิ่นหอมจากดอกไม้หรือผลไม้ (Floral & Citrus) หรือน้ำหอม Eau de Parfum จะมีกลิ่นน้ำมันหอมที่เข้มข้นกว่า Eau de toilette หรือ Cologne ก็จะกลิ่นติดทนนานกว่า
แต่จุดที่สำคัญที่ต้องระลึกไว้เสมอ คือ น้ำหอมที่ดีมีคุณภาพจะถูกพัฒนาคิดค้นให้กลิ่นติดทนนาน และมีคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ ซึ่งหลังจากฉีดครั้งแรกกลิ่นจะติดอยู่นานอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ก่อนที่จะต้องเติมอีกครั้ง
5. ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นในการใช้หรือฉีดน้ำหอม และ “ข้อห้ามเด็ดขาด” ที่ต้องแนะนำ
ข้อ ผิดพลาดที่พบบ่อย คือ การฉีดน้ำหอมมากเกินไป เพราะอยากให้กลิ่นติดลึก ติดทนนาน แต่คุณทราบไหมคะว่าการใส่น้ำหอมมากเกินไป อาจสร้างความประทับใจแก่คนรอบข้างแบบมากเกินไปด้วย และตัวเราก็จะกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจไปเลยก็ได้นะ
หากคุณต้องการกลิ่น หอมแบบติดลึก แต่บางเบา ขอแนะนำให้ทาโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวกลิ่นน้ำหอมนั้นก่อน แล้วตามด้วยน้ำหอม ซึ่งจะทำให้กลิ่นความหอมประทับใจติดทนนาน ถ้ายังไม่เชื่อทดลองได้ง่ายๆ คือใช้วิธีที่แนะนำทาบนแขนข้างหนึ่ง ส่วนแขนอีกข้างลองฉีดแค่น้ำหอมอย่างเดียว คุณจะรู้สึกได้เลยว่า การผสมผสานของครีมบำรุงผิวกับน้ำหอม จะไกลิ่นหอมที่เข้มข้นกว่า และติดทนนานกว่า
6. ความแตกต่างในการฉีดน้ำหอมสำหรับเวลากลางวัน และเวลากลางคืนและระหว่างหน้าร้อนและหน้าหนาว
การ ฉีดน้ำหอมตอนกลางวันและกลางคืนจริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน เช่น ถ้าสาวๆ ที่ชอบกลิ่นหอมแบบแรงและลึก อาจต้องใช้น้ำหอมแบบ Perfume ซึ่งเป็นน้ำหอมระดับที่เข้มข้นและแรงที่สุด
ส่วนการใช้น้ำหอมในแต่ ละฤดูกาล ความร้อนหรืออากาศร้อน จะเน้นกลิ่นของน้ำหอมให้แรงขึ้น คุณอาจเลือกใช้กลิ่นน้ำหอมที่คุณชื่นชอบ ในแบบที่กลิ่นอ่อนลงหรือเข้มข้นน้อยลง
7. แนะการใช้น้ำหอมแบบ Alcohol-free ให้ติดทนนานขึ้น ฉีด พรมน้ำหอม Alcohol-free เหมือนกับการใช้ Eau de perfume ปรกติ คือ ฉีดตรงลำคอ, บนแขน และ ด้านหลังหัวเข่า ยกเว้นไม่ต้องฉีดในอากาศแล้วเดินผ่านละออง เนื่องจากน้ำหอมแบบ Alcohol-free จะมีความเข้มข้นของน้ำมันหอมน้อยกว่าปรกติ กลิ่นจึงติดสั้นกว่า และอย่างที่แนะนำไปแล้วว่า ถ้าอยากให้ติดทนนานขึ้น ทาครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวก่อน แล้วค่อยลงน้ำหอมแบบ Alcohol-free
8. วิธีการใช้น้ำหอมใส่ผม (fragrant hair spray) ง่ายๆ ตามคำแนะนำการใช้ คือฉีดบนเส้นผม ให้ห่างประมาณ 6 นิ้ว
9. เทคนิคการใช้โลชั่นหรือครีมบำรุงผิวกลิ่นน้ำหอม ครีม หรือโลชั่นบำรุงผิว เป็นผลิตภัณฑ์ที่วิเศษสุด ที่คุณจะรู้สึกสนุกสนาน รื่นรมย์กับกลิ่นหอมของน้ำหอมนั้นๆ แถมยังให้ความชุ่มชื่นผิวด้วย โดยใช้หลังจากอาบน้ำเสร็จ ทาให้ทั่วตัว แขน ขาและหน้าอก
10. ความแตกต่างระหว่าง Perfume, Eau de Perfume, Eau de toilette และ Fragrant body
นอก จากความเข้มข้นของน้ำหอมที่เราทราบๆ กันดีอยู่แล้ว ซึ่งเรียงลำดับความเข้มข้น ก็คือ Perfume, Eau de Perfume, Eau de toilette ส่วนผลิตภัณฑ์ Fragant body ทั้งครีม, โลชั่น หรือแป้ง จะไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ แต่มีน้ำหอมผสมอยู่ในระดับที่น้อยกว่า Eau de toilette ดังนั้นผลิตภัณฑ์บอดี้ทั้งหลายจึงมีระดับกลิ่นหอมที่น้อยกว่าในแบบน้ำที่มี แอลกอฮอลล์
11. อายุการใช้งาน หลังจากเปิดน้ำหอมใช้แล้ว ขึ้น อยู่กับประเภทของน้ำหอมนั้นๆ กลิ่นพื้นฐาน (notes) ของน้ำหอมแต่ละกลิ่น ก็ให้อายุใช้งานที่ต่างกัน วิธีที่ดีที่สุดที่ทำน้ำหอมใช้ได้นานที่สุด คือหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน
12. ความสำคัญของการลองน้ำหอมบนผิวคุณ ไม่ใช่แค่ในกระดาษ เป็น เรื่องสำคัญมากที่สุดคุณควรลองน้ำหอมบนผิว เพราะน้ำหอมจะให้กลิ่นหอม “กำจายเต็มที่ มีชีวิตชีวา” เมื่อทำปฏิกิริยากับผิวหนัง และสร้างความมั่นใจแก่คุณก่อนตัดสินใจซื้อว่า กลิ่นหอมที่ติดบนกายคุณนั้น เป็นกลิ่นหอมที่คุณรื่นรมย์ที่สุด ตั้งแต่เริ่มพรมบนผิว ไปจนถึงกลิ่นสุดท้ายที่ติดกาย ที่สำคัญ ก่อนออกไปช้อปปิ้งซื้อน้ำหอมกลิ่นใหม่ ต้องให้เนื้อตัวคุณสะอาดที่สุด ไม่มีน้ำหอมหรือคีมทาตัวอื่นๆ ติดตัวทั้งสิ้น จึงจะได้กลิ่นแท้จริงของน้ำหอมที่ลอง
13. เทคนิคการลองกลิ่นน้ำหอม ก่อนเลือกซื้อ ขอ แนะนำให้ลองกลิ่นน้ำหอมไม่เกิน 3 กลิ่นต่อครั้ง เพราะถ้ามากกว่านั้นจมูกคุณจะสับสนและแยกแยะกลิ่นไม่ได้ แล้วคุณก็จะไม่ทราบกลิ่นที่แท้จริงของน้ำหอมแต่ละกลิ่นด้วย แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ วิธีเบรกกลิ่น หรือ เฟรชจมูกของคุณ คือ ดมกลิ่นเม็ดกาแพ หรือที่ง่ายกว่านั้น คือเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในบริเวณอื่น ที่ไม่มีกลิ่นน้ำหอม แล้วค่อยกลับมาดมใหม่
เคล็ดลับเหล่านี้ คงช่วยเพิ่มเสน่ห์จากน้ำหอมให้คุณได้มากที่เดียว แต่หากใครที่ตัดสินใจเลือกของขวัญปีใหม่เป็นน้ำหอมให้คนอื่น ก็ควรใช้เวลาเลือกนานหน่อย เพราะคงตัดสินใจเองยากเหมือนกันถ้าจะเลือกกลิ่นที่เจ้าตัวเขาชอบจริงๆ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





















